Register LOGIN Forget password ?
:: Special Scoops :: BMW K1200R Sport
Guest View : 19,304/ Last update : 18/08/2008
 

สัมผัส BMW K1200R Sport ความเห็นที่ได้จากการขับขี่  ข้อมูลทางเทคนิค
สัมผัส BMW K1200R Sport

BMW K1200R Sport ที่หลายคนยังงง ยังสงสัยว่าคือรถประเภทไหนกันแน่ แต่วันนี้เราจับมาเฉลยให้เพื่อนๆชาวพายุทุกท่านได้สัมผัสในทุกแง่มุมที่ทุกคนอยากรู้จากค่ายรถหรูค่ายนี้ และก่อนอื่นใดต้องขอขอบพระคุณ BMW (Thailand) Co.,Ltd. ที่เอื้อเฟื้อรถสำหรับทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ รวมไปถึง Barcelonar Motor หนึ่งในดีลเลอร์ของ BMW ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้ด้วยครับ

ดูภาพขนาดเต็ม
ชุดโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนกับสร้างโคมสะท้อนมาครอบชุดไฟที่เคยใช้กับ K1200R ส่วนด้านใต้ชุดโคมไฟเจาะเป็นช่องให้อากาศไหลเข้าแผงออยล์คูลเลอร์ โดยดีไซน์เป้นช่องคู่มุมมน คล้ายกับกระจังหน้ารถยนต์ของค่าย BMW เอง
   
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ข้างชุดไฟหน้าด้านขวาเป็นที่อยู่ของช่องแรมแอร์เดี่ยว ที่อัดอากาศเข้าแอร์บ๊อกซ์ โดยที่ด้านซ้ายปิดทึบ ต้นตอของการตอนแรงม้าหายไป 4 ตัว แฮนเดิ้ลบาร์ที่ยกสูงกว่าแผงคอในมุมเกือบจะตั้งฉากกับตัวรถ ที่ต้องปรับตัวกับมันซักระยะถึงจะคุ้นเคย และชุดเรือนไมล์เล็กกระทัดรัดเกินไป รวมถึงไม่มีพลาสติคปิดบังด้านข้าง จนมองเห็นความรอยต่อของชุดแฟริ่งด้านล่าง ซึ่ง BMW น่าจะเก็บงานให้ดีกว่านี้
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ข้างไฟหน้าด้านซ้ายมีช่องแฟริ่ง ที่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นแรมแอร์ แต่กลายเป็นช่องที่ทำให้แสงไฟเลี้ยวเล็ดรอดขึ้นมาแยงตาผู้ขับขี่ยามค่ำคืน ซึ่งเป็นจุดที่น่าจะแก้ไข ด้านขวามีช่องแรมแอร์ของจริงมาปิดบัง แต่ก็ยังเผยให้เห็นรอยประกบต่อของชิ้นส่วน ซึ่งน่าจะมีชุดคอนโซลพลาสติค มาปิดบังตรงส่วนนี้ให้เรียบร้อยเนียนตา
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ชะโงกลงไปใต้เรือนไมล์ จะมองเห็นชุดอุปกรณ์ของระบบกันสะเทือนด้านหน้าที่ลึกลับซับซ้อน แต่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สุดยอด ชุดคาลิเปอร์เบรคหน้าที่ให้สัมปทาน Tokico ซึ่งบีเอ็มแคลมว่า มันให้ประสิทธิภาพที่ดีไม่แพ้ Brembo แต่ในการทดลองขี่ เรารู้สึกได้ชัดถึงความแตกต่าง แต่มันก็ยังหนึบ กว่าเบรคในรถญี่ปุ่นทุกตัว
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ชุดกันสะเทือน BMW Motorrad Duolever ที่วางตำแหน่งของช๊อคอัพไว้หลังแผงคอ ใต้ถังน้ำมัน ซึ่งยากต่อการล้วงไปล้างทำความสะอาดพอสมควร ใต้ชุดโคมไฟหน้าก็ยังคงไม่มีอะไรมาปิดบังชิ้นส่วนด้านใน ปล่อยให้มองเห็นเซ็นเซอร์และชุดสายไฟเชื่อมต่ออย่างชัดเจน ดูแล้วมันไม่น่าจะเอาไปขี่ลุยฝนซะทีเดียว
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
เครื่องยนต์บล๊อค K1200 ที่ทรงพลังที่สุดของค่ายนี้ เคลมแรงม้าขาโตๆตามสไตล์เยอรมันออกมาที่ 163 ตัว ซึ่งนับว่าแรงเอาเรื่องเลยทีเดียว แคร๊งก์เครื่องยนต์ฝั่งซ้ายไม่มีอะไรหวือหวา เปลือยให้เห็นชิ้นส่วนกันแบบเต็มตา

ในปี 2005 ค่ายใบพัดสีฟ้าสร้างความฮือฮาให้กับนักเล่นรถทั่วโลกด้วยการเปิดตัว K1200S ที่เคลมว่าเป็นรถสปอร์ทเครื่องสูบเรียงที่ปั่นแรงม้าออกมาได้มากที่สุดของค่าย และไม่เป็นรองรถจากค่ายญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้นเทรนด์ของนักเล่นรถทั่วโลกกำลังอิงกระแสแรงม้าสูงสุดกันอยู่พอดิบพอดี แต่ค่ายใบพัดสีฟ้านำเสนอจุดแข็งที่ค่ายญี่ปุ่นไม่มีให้คือ ระบบช่วงล่างและระบบเบรค ABS ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้บนรถสแตนดาร์ดในขณะนั้น แต่ทำไปทำมา กระแส K1200S แรงได้พักเดียวเพราะแนวความคิดของนักเล่นรถที่ภักดีต่อแบรนด์นี้ทั่วโลกยังคงให้นำหนักกับรถที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ท่องเที่ยว เน้นความสะดวกสบายเป็นหลักกันอยู่ รวมถึงเมืองไทยที่ในช่วงแรก เจ้า K1200S อู้อ้า ฟู่ฟ่า ในช่วงแรกๆ แต่พอคนเล่นรถกลุ่มนี้ที่ต้องพูดกันตามตรงว่า เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่เน้นขี่ทางไกล พอได้สัมผัสแล้วเปรียบเทียบกับรถสปอร์ทค่ายญี่ปุ่น ทำให้มีไม่น้อยที่เทใจให้รถทางค่ายญี่ปุ่นไปในที่สุด ด้วยสนนราคาค่าตัวที่ห่างกันร่วมครึ่งคัน แต่เบากว่าและแรงกว่านั่นเอง

ค่ายใบพัดสีฟ้าได้คลอดโมเดลที่สองตามติดๆ ซึ่งก็คือ K1200R ในรูปทรงดีไซน์ที่ยึดแพลทฟอร์มของ K1200S เพียงแต่จับถอดแฟริ่งรอบคัน เปลี่ยนชุดไฟหน้าที่โดนเหน็บแนมว่าดูคล้าย CBR1100XX ผสมกับ GSXR1000 K1 เสียใหม่ โดยหันไปใช้โคมไฟสองขนาดวางคู่กัน แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จนค่ายใบพัดสีฟ้าต้องเข็น K1200R Sport ออกมาเป็นรุ่นที่สามในปี 2007 ซึ่งก็คือตัวที่เราจับมาขึงพืดทดลองขี่เพื่อลองเปรียบเทียบกับทั้งสองตัวที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ที่เราเคยมีโอกาสได้ลองขี่กันมาก่อนในช่วงที่รถเพิ่งออกมาใหม่ๆ ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร ลองไปติดตามกันครับ

K1200R Sport มันก็เกือบจะเหมือน K1200S และ K1200R ผู้พี่ แต่มีความแตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กๆน้อยของอุปกรณ์บนตัวรถ จุดที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดที่สุดก็คือชุดแฟริ่งพลาสติครอบคันที่ K1200R Sport ดีไซน์ออกมาในแบบลูกครึ่ง ไม่ใช่รถเปลือยแฟริ่ง แต่ก็ไม่ใช่รถฟูลแฟริ่ง ซึ่งถ้าดูตามแผนการตลาดที่วางโพสิชั่นของ K1200R Sport ไว้ในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถค่ายนี้ที่มีความแรง ช่วงล่างดี เบรคสุดยอด แต่ไม่ต้องก้มจนปวดหลัง หรือยืดหลังจนสาวส่ายหน้านั่นเอง

เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง วางตำแหน่งของก้านสูบเกือบจะขนานกับพื้นโลกซึ่งเป็นเครื่องยนต์บล๊อคเดียวกับที่วางไว้ใน K1200S K1200R K1200GT ซึ่งถ้าวัด Performance ของตัวเครื่องยนต์แล้ว ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงที่สุดของค่าย ถูกจับมาวางไว้ใน K1200R Sport คันนี้นั่นเอง เพียงแต่ลดแรงม้าจากที่เคยใส่ไว้เต็มที่ใน K1200S ที่ 123 kW (167 hp) at 10,250 rpm ลงมาเป็น 120 kW (163 hp) at 10,250 rpm และแรงบิดจาก 130 Nm at 8,250 rpm มาเป็น 127 Nm at 8,250 rpm โดยที่ช่วงชักของลูกสูบยังคงเหมือนเดิม ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า K1200R Sport เน้นการใช้แรงบิดและปล่อยม้าออกจากคอกที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ซึ่งส่งผลให้การควบคุม K1200R Sport ง่ายขึ้นกว่า K1200S บวกกับรูปร่างตัวรถที่ตัดทอนความอวบอ้วนจากชุดฟริ่งออกไป ทำให้ K1200R Sport ขี่ง่าย ควบคุมง่ายกว่า K1200S อยู่พอสมควรทีเดียว โดยการลดกำลังจากเครื่องยนต์ลงมานี้ ค่ายใบพัดสีฟ้าใช้วิธียกช่องแรมแอร์ที่อัดอากาศภายนอกรถเข้าสู่แอร์บ๊อกซ์จากที่เคยมีอยู่สองช่อง ลดให้เหลือแค่ช่องเดียว และเปลี่ยนวงจรควบคุมในกล่องควบคุมการจุดระเบิดรวมถึงการจ่ายน้ำมันเสียใหม่แค่นั้นเอง

จุดเด่นของตัวรถในเรื่องระบบช่วงล่างอัจฉริยะของค่ายนี้ที่ยังคงใช้ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ Duolever ที่วางตำแหน่งของช็อคอัพไว้หลังแผงคอใต้ถังน้ำมัน ทำงานร่วมกับชุดโครงสร้างทดแรงอันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ และระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ Paralever ที่ทำงานควบคู่ไปกับชุดส่งกำลังแบบเพลาขับ ที่อำนวยความสะดวกสบายตลอดการขับขี่ มีปัญหาในการดูแลรักษาที่ต่ำกว่าแบบโซ่ขับเคลื่อน แต่ความสะดวกสบายของระบบ ESA. ที่คอนโทรลการปรับระบบช่วงล่างอัตโนมัติผ่านปลายนิ้วที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายโหมดก็ยังคงมีอยู่เหมือนที่เราเคยสัมผัสได้ใน K1200GT และยังคงมีระบบเบรค ABS ที่ถือว่า ดีที่สุดในบรรดาค่ายรถมอเตอร์ไซค์ด้วยกันคอยรองรับการคอนโทรลเบรคเพื่อชะลอความเร็วที่สร้างระยะเบรคที่สั้นที่สุด

 

ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ชุดไฟท้ายดีไซน์เดียวกับรุ่นพี่อย่าง K1200S เล็กเพรียวกระทัดรัด แรควางสัมภาระหลังเบาะคนซ้อนติดตั้งมาให้เห็นพอเป็นพิธี ซึ่งถ้าดูจากวัสดุโปร่งใสที่เป็นอะคริลิค มันไม่น่าจะทนทานต่อการใช้งานจริง และมีพื้นที่มัดสิ่งของได้น้อยมาก ซึ่ง BMW มีอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งกระเป๋าด้านข้าง แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม สวิงอาร์มหลังแบบแขนเดี่ยวและเป็นชุดเพลาขับเคลื่อนไปในตัว ซึ่งเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของรถตระกูลนี้ ที่ดูหรูหรา ใช้งานง่ายและสะดวกสบายในการดูแลรักษา
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ท่อไอเสียวนออกด้านขวาของตัวรถใหญ่โตมโหฬารเพราะอุปกรณ์กรองไอเสียที่ต่ำจนผ่านค่ามาตรฐานยูโร 3 ระบบกันสะเทือนหลัง BMW Motorrad Paralever ที่ใช้ช็อคอัพเดี่ยว วางซ่อนอยู่หลังเครื่องยนต์ ให้ความนุ่มนวลตลอดการเดินทาง ใต้เบาะนั่งเป็นที่อยู่ของชุดอุปกรณือิเคโทรนิคสืควบคุมทุกระบบบนตัวรถ และช่องเติมน้ำมันเครื่อง
ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม ดูภาพขนาดเต็ม
ช่องเสียบเชื่อมต่อกับเครื่องมือ GT1 ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ตรวจเช็คความผิดปกติและปรับตั้งอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์บนตัวรถเหมือนระบบที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ทุกอย่างง่าย สบาย แต่ทำได้เฉพาะที่ศูนย์บริการเท่านั้น ช่องเติมน้ำมันเครื่องที่อยู่ใต้เบาะ ซึ่งมีสายยางวัดระดับน้ำมันเครื่องแสดงอยู่ด้านข้าง สายยางแสดงระดับน้ำมันเครื่องที่อยู่ในระบบ อยู่ใต้เบาะผู้ขับขี่ด้านขาด ออกแบบมาให้มองดูได้ง่าย
ดูภาพขนาดเต็ม
ช่องเสียบอุปกรณ์ชาร์ทไฟแบตเตอรี่ที่อยุ่ด้านซ้ายของเครื่องยนต์ ในกรณีที่จอดรถไว้นานๆ ควรเสียบชาร์ททุกๆ 15 วันเพื่อยืดอายุของแบตเตอรี่ และยังเป็นช่องเสียบอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เสริมบนตัวรถ เช่นวิทยุพูดคุย GPS เป็นต้น

แต่ปลอดภัยที่สุด เท่าที่เราจะหาได้จากยนตรกรรมที่เรียกว่ามอเตอร์ไซค์ในโลกใบนี้แล้วล่ะครับ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าระบบเบรค ABS ใน K1200S ซึ่งใช้คาลิเปอร์สัมปทานจากค่าย Brembo แต่พอมาอยู่ในตัว K1200R Sport กลับกลายเป็น Tokico เสียงั้น !

ลักษณะตัวรถที่ออกแบบมาครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างความเป็นสปอร์ทจ๋าชวนปวดหลังกับรูปทรงรถเปลือยนั่งสบาย ส่งผลในมีการปรับตำแหน่งของแฮนเดิ้ลบาร์ให้อยู่ในระดับเดียวกับ K1200R ซึ่งสูงกว่า K1200S ส่งผลให้สบายข้อมือและไหล่กว่า แต่มีข้อติติงนิดนึงว่ามันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับชายไทยไซส์เอเชียอย่างเราๆท่านๆกันมากนัก เพราะองศาความกางของแฮนเดิ้ลบาร์อยู่ในองศาที่ถือว่า "กว้างมาก" ทำให้ต้องโน้มตัวไปข้างหน้าและถ่างข้อมือออกด้านข้างมากกว่าการขับขี่รถจากค่ายญี่ปุ่นในกระเภทเดียวกัน แต่ก็สามารถพอที่จะกล้อมแกล้มแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการจับและองศาการวางมือ จัดไหล่เสียใหม่ จนเริ่มคุ้นเคยได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ข้อดีของแฮนเดิ้ลบาร์แบบนี้ก็คือความเสถียรในการควบคุมรถนั่นเอง

*****

สัมผัส BMW K1200R Sport ความเห็นที่ได้จากการขับขี่ ข้อมูลทางเทคนิค
 
Privacy & Policy Statements Advertisement About StormClub.com Contact Stormclub.com