Register LOGIN Forget password ?
:: Special Scoops :: BMW K1200R Sport
Guest View : 10,177/ Last update : 18/08/2008
 

สัมผัส BMW K1200R Sport ความเห็นที่ได้จากการขับขี่   ข้อมูลทางเทคนิค
ความเห็นที่ได้จากการขับขี่ BMW K1200R Sport

Banana 's Comments
K1200R Sport ลูกครึ่งสายพันธุ์เยอรมัน ที่ไม่คุ้นตาคนไทยคันนี้ ส่งมอบสู่มือสามเกลอหัวแข็งชาวพายุในสภาพที่เป็นรถเดโม หรือรถทดลองขับขี่จาก BMW Thailand เพื่อให้เรามาทดลองสัมผัสแนวความคิดใหม่ในการออกแบบของรถจากค่ายนี้กันตอนบ่ายๆวันศุกร์ เพื่อทดลองขับขี่ใช้งานในเมืองช่วงค่ำวันศุกร์ และวันเสาร์อีกเต็มๆวัน ก่อนจะไปทดลองเค้นสมรรถนะกันในสนามช่วงสายๆวันอาทิตย์ ซึ่งคนที่รับบททดลองขย่มในเมืองก็คือผมและอีตาเกียร์ 7 ที่สลับกันซ่อกแซ่กบนถนนที่มีปริมาณรถหนาแน่นอย่างรามอินทราและเลียบทางด่วนฯ

ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม

ขึ้นชื่อว่า BMW จุดเด่นของมันคือความสะดวกสบาย และปลอดภัย
แต่จุดขายของ K1200R Sport คันนี้ทำมาเพื่อตอบโจทย์ของนักเล่นรถค่ายใบพัดสีฟ้าที่ต้องการพลังความแรงของบล๊อคเครื่อง 4 สูบเรียงในฟังก์ชั่นที่สนองตอบการเดินทางไกล นอกเหนือไปจากการขับขี่โฉบฉายในเมืองเหมือนเจ้า K1200S และ K1200R ผู้เป็นพี่ ฟีลลิ่งการคอนโทรลรถในเมืองก็แทบไม่ต่างไปจาก K1200R มากนัก แต่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับ K1200S สำหรับการขับขี่บนถนนยาวๆ ที่ตำแหน่งการควบคุมรถของผู้ขับขี่ K1200R Sport จะสบายมากกว่า แต่ถ้าดูที่ประสิทธิภาพการรีดลมที่มาปะทะตัวผู้ขับขี่ซึ่งเกิดจากการทำงานของชุดแผ่นใสบังลมและแฟริ่งชุดหน้าของรถ จะรู้สึกได้เลยว่า K1200S รีดลมได้ดีกว่า K1200R Sport แต่ก็ยังดีกว่าขี่แบบเกร็งคอต้านลมบน K1200R จุดที่เคืองใจ ทำให้สมาธิเสียอย่างมาก็คือ ตำแหน่งของกระจกมองข้างที่ติดตั้งก้านยึดอยู่บนแฮนเดิ้ลบาร์ ระยะของแผ่นกระจกเข้าใกล้แขนผู้ขับขี่ ทำให้เวลาต้องการมองหลัง จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการละสายตาจากการมองทัศนวิสัยหน้ารถมามองกระจก รวมไปถึงการแสงรบกวนของการกระพริบไฟเลี้ยวหน้า ที่ทะลุผ่านช่องแฟริ่งเข้ามาแยงตาผู้ขับขี่ในเวลากลางคืนอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คือตัวแปรเรื่องความปลอดภัย ที่ผมว่า BMW พลาดครับ สำหรับรถที่ต้องการให้ขับขี่ทางไกลด้วยความปลอดภัย

จุดเด่นของ K1200R Sport ที่ "กินขาด" รถจากค่ายญี่ปุ่น ก็คือความฉลาดซึ่งอยู่ในจอดิสเพลย์แสดงผลใต้แผ่นบังลมนั่นแหละครับ ที่โชว์สารพัดค่าการแสดงผล ซึ่งเอื้อต่อการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวทางไกลๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าความดันลมยาง ระดับเชื้อเพลิง อัตราสิ้นเปลือง คำนวนระยะทางจากปริมาณเชื้อเพลิงที่เหลือ ความเร็วเฉลี่ย เป็นต้น แต่ก็ต้องทำใจไว้เหมือนกัน ว่าถ้ามีอะไรอย่างหนึ่งอย่างใดเพี๊ยน มันจะแสดงผลการเตือนเป็นไฟกระพริบ แยงตาคุณตลอดเวลาที่ขับขี่อยู่เช่นกัน

จากที่เคยทดลองขี่ K1200S และ K1200R
มาก่อนหน้านี้บนถนนและในสนามแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ยังจำสัมผัสแห่งแรงดึงยามที่กระแทกคันเร่งแบบดุดันได้ดี แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองขี่แบบเน้นการจับผิดระบบช่วงล่างของสายพันธุ์นี้ในสนามมาก่อนแบบเต็มตัว แต่หนนี้เรามีโอกาสได้ขยี้คันเร่ง K1200R Sportแบบเต็มมือในสนาม BRC ที่มีแต่โค้งสั้นๆ แคบๆ ดังนั้นกำลังสูงสุดที่รอบการทำงานที่ระบุมาในโบรชัวร์จึงไม่มีโอกาสได้ใช้ แต่เน้นไปที่การคอนโทรลรถในรอบการทำงานต้นๆ บนโค้งฝืนธรรมชาติเสียมากกว่า ซึ่ง K1200R Sport ทำให้ผมทึ่งในประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและการคอนโทรลรถ ที่สามารถพับรถเข้าโค้งด้วยความว่องไว ทั้งๆที่ดูภายนอกแล้วมันมีขนาดใหญ่โตบ๊ะลึ่กกึ๊กไม่ใช่น้อย ซึ่งความง่ายในการพับรถเปลี่ยนไลน์เข้าโค้งสามารถตอบสนองการออกโค้งด้วยการกระชากคันเร่งในองศารถที่เกือบจะตั้งตรงด้วยความรุนแรงของการกระชากคันเร่ง ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาตามแบบฉบับผู้ดีของรถค่ายนี้ก็ยังสามารถตอบสนองการถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่พื้น ควบคุมการยึดเกาะด้วยระบบช่วงล่างได้แทบไม่มีที่ติ ตัวรถสามารถดีดทะยานขึ้นสู่รอบการทำงานที่สูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้นแทบไม่ต่างจากรถค่ายญี่ปุ่นที่เป็นรูปทรงสปอร์ทเรพลิก้าแต่อย่างใด จะมีข้อตินิดนึงก็ตรงช่วงการตัดต่อกำลังระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ ที่รู้สึกได้ชัดเจนว่า อยากได้ความรู้สึกตรงนี้ของ Kawasaki GTR1400 มาใส่ทดแทนความรู้สึกที่ได้จาก BMW เพราะมันยังรู้สึกว่ายังมีช่องว่างของการถ่ายทอดกำลังลงสู่ล้ออย่างสัมผัสได้ชัดเจนทีเดียววงเลี้ยวกว้าง

ระบบเบรคเป็นอีกจุดหนึ่งที่สัมผัสได้ถึงความแตกต่างของประสิทธิภาพระหว่างแบรนด์ Brembo ที่เคยประจำการอยู่ใน K1200S และ Tokico ที่อยู่ใน K1200R Sport คันนี้ ในช่วงของการส่งคันเร่งมาแบบตึงมือ แล้วต้องกำเบรคแบบ "ใช้ทั้งหมด" ที่ยังรู้สึกได้ว่า K1200R Sport ยังมีอาการ "ไหล" ต่อเนื่องจากจุดเบรคที่เราต้องการ แต่ทำอย่างไรได้ล่ะครับ ในเมื่อรถมันไม่ได้ออกแบบมาให้ขี่แบบโหดๆในสนามแข่ง แต่เน้นความนุ่มนวลบนถนนเสียมากกว่า แต่อัตราเร่งที่มีให้มา ก็สามารถฉีกหนีการกระทืบคันเร่งของรถกระบะแรงสูงของท้องถนนเมืองไทยได้อย่างแน่นอน

ถามว่าคุ้มไหม สำหรับการจ่ายเงินขาดหนึ่งล้านไปแค่หนึ่งหมื่นบาทสำหรับรถคันนี้ ถ้าตอบโจทย์การใช้งานเดินทางไกลที่ไม่จำเจอยู่กับรถทัวริ่งคันใหญ่ยักษ์ ก็ถือว่าคุ้มสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัวและภาพลักษณ์ที่ดูเป็นสปอร์ทมากกว่า แต่ถ้าสำหรับผม หนึ่งล้านบาทสำหรับรถเดินทางไกล ผมยังหงุดหงิดกับมัน แต่ยอมดูเป็นคนแก่และจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อสอย K1200GT มาขี่ดีกว่าครับท่าน

*****

ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม

Gear7 's Comments
เริ่มต้นรู้จักมันก็ตอนที่เจ๊บาพากลับมาจอสงบนิ่งในบ้าน เดินลงมาลูบคลำมันดูสักพักนึง สำรวจตรวจตราความเรียบร้อยและชิ้นงานต่างๆ เพราะตัวล่าสุดทื่ผมได้ขี่ BMW ก็ K1200GT ก็เดาๆ เอาว่าความรู้สึกมันคงไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะไซส์ของมันยังไงดูๆ ภายนอกก็ยังเป็นรถทัวริ่งมากกว่ารถสปอร์ต แน่นอนน้ำหนักรถและส่วนสูงของเบาะเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรูปร่างเล็กอย่างผม

ไรดิ้งโพสิชี่นคนตัวเล็กลำบาก
ตอนสายๆ ก่อนที่ผมจะขี่มันผ่าเมืองเข้าไปที่สนาม BRC หลังจากขึ้นไปนั่งบนรถพยายามปรับตำแหน่งมือครัชต์มือเบรก ก็รู้สึกแปลกใจ นิดหน่อยเพราะรู้สึกว่ามันปรับได้น้อยมากๆ โดยเฉพาะมือครัชต์ที่แม้จะปรับตั้งไว้ต่ำสุดก็ยังแทบจะสุดปลายนิ้วของผมทีเดียว คงจะลำบากแน่หากต้องซิกแซกผ่านการจราจรติดขัด โดยเฉพาะเวลาเลี้ยวแคบๆ ซึ่งก็จริงดังที่คาดไว้จะมีปัญหามากเวลาเลี้ยวยูเทริ์น ต้องเล็งจะหวะดีๆ เพื่อให้ยูเทิร์นผ่านไปได้โดยไม่ต้องใช้ครัชต์เลี้ยงรอบเอาไว้ ส่วนเวลาออกตัวจากไฟแดงต้องปล่อยครัชต์เกือบจะสุดรถถึงจะวิ่งออกไป และถ้าปล่อยเร็วเกินไปล้อจะมีอาการสไลด์เล็กๆ ให้ตกใจเล่น เพื่อให้ดีขึ้นผมลองปรับโหมดการขับขี่เป็นแบบคอมฟอต แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าความแรงของรถไม่หลบหนีหายไปไหน ก็สมแล้วครับที่ชื่อมันเป็น K1200 R Sport

น้ำหนักตัวมาก คนตัวเล็กต้องรักษาบาล๊านซ์ดีๆ
น้ำหนักตัวของมันมากในความรู้สึกของผม แต่ยังดีที่ว่าเมื่อออกตัวไปแล้วรถมันจะบาล๊านซ์ตัวเองค่อนข้างดี ในความเร็วต่ำๆ ต้องใช้เบรกหลังช่วยประคองรถเพราะช่วงเบาะที่กว้างและสูงเวลาหยุดรถตรงไฟแดงต้องตั้งใจยืนด้วยขาใดขาหนึ่งเต็มเท่าเอาไว

อุปกรณ์สัญญานไฟ ไม่ค่อยชินคนไม่เคยจับควรระวัง
สำหรับผมเองที่นานๆ จะได้ขับขี่รถยุโรปสักที สิ่งที่ต้องปรับตัวขนานใหญ่คือเรื่องของซิกแนล หรือการใช้สัญญาไฟ แตรต่างๆ บนแฮนด์ทั้งสองข้าง เพราะวิธีใช้การใช้งาน Function Interface กลับความรู้สึกกับรถญี่ปุ่น เช่นไฟเลี้ยวขวาก็อยู่นิ้วโป้งขวา ไฟเลี้ยวซ้ายก็อยู่ที่นิ้วโป้งซ้ายแต่เวลายกเลิกสัญญานไฟต้องมาคุมด้วยนิ้วโป้งขวาอีกครั้ง ทำให้มึนเหมือนกันสำหรับคนนิ้วสั้นอย่างผม แถมยังไปกวนการใช้คันเร่งและเบรกไม่น้อย โดยเฉพาะเวลารถติดๆ ซึ่งถ้าคุ้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ระบบเบรกโดยรวมดีเยี่ยม แต่ ABS ที่เบรกหลังทำงานเร็วเกินไป
ในจังหวะที่ซอกแซกรถติดๆ จริงๆเราใช้เบรกหลังกันค่อนข้างเยอะบางทีเรามั่นใจว่าน้ำหนักที่ให้ไป ยังไงล้อก็ไม่ล๊อก แต่ ABS ก็ทำงานกระตุกถี่ๆ เตือนที่คันเบรกเสียแล้ว ส่วนเบรกหน้านั้นเรียกว่าสั่งได้ไม่ได้ทำงานตื้นเกินไปเหมือนเบรกหลัง

เครื่องยนต์ดุดันสมคำโฆษณา
แรงม้า 160 กว่าตัวที่ซุกอยู่ในเครื่องทำงานของมันได้ดี เรียกว่าถ้าคุณต้องการอัตราเร่งจากความรู้สึกแล้วแทบไม่ต่างจากโอเพ่นคลาสค่ายญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก รอบต่ำๆ ถึงรอบกลางๆ เดินคันเร่งได้ตามใจจะมีอาการแร็คของคันเร่งบ้างนิดหน่อยเมื่อหยุดคันเร่งแล้วเปิดใหม่แถวๆ 6 พันรอบ แต่แก้ได้ด้วยการชิพดาวน์เกียร์ลงมาสักเกียร์ ก็ยากเหมือนกันที่ใครจะมีขี่ไล่ก้นคุณ ต้องพูดว่าเรื่องกำลังเครื่อง BMW ที่ผ่าครึ่งมาจากตัว M3 ตัวนี้ไม่ใช่ขี่ไก่ให้ใครมาล้อเล่นแน่นอน

ช่วงล่างเยี่ยมทั้งหน้าและหลัง
หากเปรียบเทียบกับรถทัวริ่งขนานแท้อย่าง 1400GTR แล้วแม้ว่าจะปรับโหมด Comfort ยังไงก็กระด้างกว่ากันเล็กน้อย ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือโค้งซ้ายเสาไฟของสนาม BRC จะมีลอนคลื่นถ้าเปรียบเทียบกันการซึมซับแรงสะเทือนในโค้งยังเนียนสู้ GTR ไม่ได้ แต่ก็ยังนำโด่งหากเทียบกับรถสปอร์ตตัวอื่นๆเจ้า K1200R Sport ตัวนี้ จะกลายเป็นโซฟาที่วางอยู่บนจรวดไปทันที จุดเด่นของระบบกันสะเทือนแบบเทเลเรฟเวอร์ คือไม่มีอาการสวิงตัวของแกนโช้คทำให้ K1200R เข้าโค้งได้แม่นยำดีมาก ไม่พอใจยังสามารถปรับได้ด้วยมืออีกนะคร๊าบ... เพียงแต่ก่อนจะไปปรับอะไรมันควรศึกษาระบบการทำงานของมันโดยละเอียดเสียก่อนครับ

การวิ่งใช้งานในเมือง ความร้อนขึ้นเร็วไปหน่อย
แค่รถติดเพียงนิดเดียวพัดลมความร้อนก็ทำงานเสียแล้ว ดังนั้นหาคุณคิดจะซื้อมันขี่ใช้งานเมืองแล้วผมว่าไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่ เพราะดูท่าทางมันจะขี้ร้อนเอาเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะร้อนจนฮีตนะครับ เข็มความร้อนของมันก็ยังปกติ แต่คุณอาจจะเสียวหน่อยเพราะพัดลมหม้อน้ำจะทำงานเกือบตลอดเวลาที่รถติด ผมมั่นก้มมองดูมาตรวัด ว่าจะมีการเตือนเรื่องความร้อนหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดสังเกตุ มีแต่เสียงพัดลมเท่านั้นแหละที่ผมไม่ค่อยจะคุ้น

แล้วที่ไหนจะเหมาะกับเจ้า BMW K1200R Sport ?
ถ้าถามผมนะ แม้ว่ามันจะเป็นรถสปอร์ต แต่มันก็ไม่ใช่รถที่จะเอาไว้ขี่สนามอย่างแน่นอน ที่ที่เหมาะกับมันที่สุดเห็นจะเป็นการขับขี่ท่องเที่ยวทางไกลตามยีนส์หลักของมัน ด้วยอารมณ์ของคุณที่กระหายการท่องเที่ยวบนฟรีเวย์ โดยมีของแถมแบบว่า คุณยังติดอารมณ์ของรถสปอร์ตและมีส่วนสูงเกิน 170 ขึ้นไป มันน่าจะเป็นตัวเลือกตัวนึงที่น่าสนใจทีเดียว ผมชอบในความกระฉับกระเฉงไม่เชื่องช้าจนให้ใครไล่จี้ก้นเอาได้ง่ายๆ อัตราเร่งในช่วงสั้นที่ได้ลอง แค่ไหลตามเกียร์ขึ้นไปด้วยรอบตึงมือ เผลอกระพริบตาสองทีก็ขึ้นไปแตะ 180 แล้ว ! ประกอบกับช่วงล่างดีๆ เบรกดีๆ แบบนี้ อยากไปเที่ยวไหนก็คงไปได้เลย ที่เหลือก็อย่าลืมพกกระเป๋าเก็บความสุขไว้ด้วยแล้วกันครับ ;-)

****

ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม
 
ดูภาพขนาดเต็ม

Rider 11 's Comments
พอรู้ว่าจะได้ทดสอบเจ้าตัวนี้ก็พยายามนึกทบทวนฟิลลิ่งที่เคยได้ขี่เครื่องโมเดลนี้มาในรุ่นอื่นๆ ก็พอจะเดาได้ว่าความมันส์ของการเทสต์จะเป็นในแบบไหน

ตำแหน่งท่านั่งออกไปแนวสปอร์ตทัวริ่งอย่างชัดเจน ด้วยลักษณะแฮนด์ที่เป็นแบบแฮนด์บาร์ทำให้ตัวไม่ต้องก้มมากเหมือนรถสปอร์ตทั่วไปแต่ด้วยถังน้ำมันที่ค่อนข้างยาวสำหรับคนความสูง 170 ซม.อย่างผมก็ยังต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย พักเท้าสูงกว่ารถทัวริ่งหรือเน็กเก็ตไบค์แต่ก็ไม่โหดร้ายเหมือนรถสปอร์ต ท่านั่งพร้อมที่จะโหนตัวเข้าโค้งได้ตลอดเวลาแต่ยังคงเหลือความสบายเพื่อการเดินทางไกลไว้ได้น่าประทับใจ

ฟิลลิ่งเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง
กำลังเครื่องจะมีมาให้ใช้สนุกติดมือช่วงรอบกลางถึงปลาย ประมาณ 6,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป กำลังที่ได้มาแบบติดมือแต่ควบคุมง่ายและไหลลื่นนุ่มนวลตามสไตล์คุณชายBMW เสียงคำรามจากปลายท่อแสนจะเป็นผู้ดีที่ได้ยินแล้วไม่อยากเชื่อว่ามันจะแรง ถ้าเปรียบเป็นตัวละครก็เหมาะแล้วที่จะเป็น เจมส์ บอนด์ และมันไม่สามารถจะเป็นแรมโบ้หรือคนเหล็กได้แน่นอน ฟิลลิ่งเบรกถือว่าไว้ใจได้ถ้าเทียบกับความรู้สึกที่ได้จากรถยี่ห้ออื่นๆ ในคลาสเดียวกันแถมยังมี ABS มาเป็นตัวเพิ่มความชัวร์ให้อีก แต่ถ้าเทียบกับผู้พี่อย่าง K1200S ยังถือว่าเป็นรองเพราะรู้สึกว่าแรงกดนิ้วที่เท่ากันกลับได้ระยะการเบรกที่มากกว่า

ช่วงล่างกับระบบ ESA
ทำให้สามารถปรับโหมดการทำงานของกันสะเทือนเพื่อรองรับการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ ได้ด้วยปลายนิ้วคือ 1)Comfort 2)Normal และ 3)Sport ซึ่งทั้งสามโหมดสามารถเลือกได้อีกว่าเป็นแบบขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อน, มีสัมภาระหรือไม่มีสัมภาระ ซึ่งเหมาะมากกับการขี่เที่ยวซึ่งสภาพภูมิประเทศต่างกัน อันนี้ประทับใจผมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วเพราะว่าเวลาขี่เที่ยวบางเส้นทางบางอารมณ์ก็อยากขี่สบายๆ แบบนุ่มๆเนียนๆ แต่ถ้าอยากมันส์ก็แค่กดปุ่ม (แหม...มันถูกใจชุมพลตรงนี้แหละ) และแน่นอนสำหรับการเทสต์วันนี้ผมเลือกสปอร์ต/ขี่คนเดียว/ไม่มีสัมภาระ

การขับขี่ในสนาม
สำหรับเจ้าตัวนี้คงต้องเปรียบกับรถประเภทสปอร์ตทัวริ่ง ซึ่งผมถือว่ามันทำได้น่าประทับใจมากในสนามแข่ง เพราะด้วยกันสะเทือนแบบ Duo Lever และการวางน้ำหนักของตัวรถที่จุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำทำให้มันสามารถพลิกรถได้ง่ายและเร็วมาก แถมแบนได้เยอะมากจนเซ็นเซอร์ที่รองเท้าโดนพื้น ยิ่งขี่ยิ่งมันจนพอเริ่มคุ้นเคยในที่สุดก็กลายเป็นการขี่แบบเรซซิ่ง เมื่อนั้นจะรู้สึกว่ารถออกอาการสไลด์เหมือนเป็นการเตือนสติบอกคนขี่ว่า "เฮ้ย! ตรูไม่ใช่รถสนามนะเฟ้ย" เออ... ลืมไป เค้าออกแบบเอาไว้ขี่เที่ยวนิ

นี่แหละสปอร์ตทัวริ่งที่ผมต้องการ
"สปอร์ต" พลิกพลิ้วได้อย่างใจสั่ง, สนุกและมั่นใจกับการเล่นโค้ง "ทัวริ่ง" นุ่มนวล, สามารถดูดซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้หมด ทั้งสองอย่างสามารถเปลี่ยนได้เพียงปลายนิ้ว ถ้าคะแนนเต็ม 10 เอาไปเลย 9 ขาดไปอย่างเดียวไม่งั้นคงได้คะแนนเต็มไปแล้ว ...ปุ่มที่กดแล้วบินได้!

****

 

สัมผัส BMW K1200R Sport ความเห็นที่ได้จากการขับขี่   ข้อมูลทางเทคนิค
 
Privacy & Policy Statements Advertisement About StormClub.com Contact Stormclub.com